ในความพ่ายแพ้ของบาสตี้

ในที่สุด บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตเกอร์ ก็ยอมยกธงขาวแล้วนะครับ

"ยอมยกธงขาว" ในความหมายของผม คือไม่สู้ต่อ – สู้เพื่อจะเอาชนะใจของ โชเซ่ มูรินโญ่ ให้จงได้ ภายหลังจากบากบั่นมานานราวๆ 8 เดือน ในที่สุดเขาก็ยอมยกธงขาวแล้วถอดเครื่องแบบซาตานแดงทิ้งเอาไว้ เพื่อไปค้าแข้งในสนามรบแข้งของดาวเตะที่ใกล้ปลดระวางอย่าง เมเจอร์ ลีก ซอคเก้อร์ ในเมืองคุณลุงแซมดียิ่งกว่า

นับจากย้ายออกมาจากถ้ำเสือ เมื่อ 2015 บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตเกอร์ ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งหมดเพียงแค่ 35 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยได้ลงเล่นเป็นตัวจริง 22 นัดหมาย ทำเป็น 2 ประตู
ถ้าหากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก พี่แกลงเล่นไปทั้งหมด 18 นัดหมาย โดยออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 13 นัดหมาย ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในตอนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีผู้จัดการกลุ่มชื่อ หลุยส์ ฟาน กัล นายเก่าของเขาสมัยอยู่ร่วมกันที่ถ้ำเสือ

สำหรับฤดูกาลนี้ ดาวเตะที่สหายๆเรียกว่า "บาสตี้" ไม่เคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีกเลยสักหนึ่งครั้งเดียว แถมได้ลงตัวจริงเพียงแค่ 1 นัดหมาย ในเอฟเอ คัพ นอกนั้นได้ลงเป็นตัวสำรองในบอลถ้วยอย่าง เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ แล้วก็ยูโรปา ลีก อีกอย่างละ 1 ครั้งแค่นั้น

เรียนตามจริงว่า "บิดาก็ไม่รู้เรื่องตุ้ม" เช่นเดียวกันว่าเพราะอะไรแล้วก็เพราะอะไร ที่ปรึกษาจอมอหังการวัย 54 กะรัตถึงไม่ยินยอมใช้บริการของ บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตเกอร์

เฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องพบกับศึกหนักรอบด้าน มิหนำยังมีผู้เล่นสำคัญที่ทั้งเจ็บแล้วก็ติดโทษแบน โดยในม.ย.เพียงแค่เดือนเดียว พวกเขาจะต้องลงเล่นอย่างซอกซอยยิกๆๆๆๆถึง 9 นัดหมาย

ย้ำอีกทีว่าในเดือนหน้า พลพรรคซาตานแดงจำเป็นที่จะต้องลงไปในสนามถึง 9 นัดหมาย ข้างในเวลาเพียงแค่ 30 วัน แสดงว่าจะต้องลงไปในสนามเฉลี่ย 3 วัน ต่อ 1 นัดหมาย เรียกว่าเตะกันให้ตายหงส์ตายห่านกันไปข้างเลยทีเดียว

แทนที่จะมอบโอกาสสมัยก่อนดาวเตะของ บาเยิร์น มิวนิค ผู้นี้ได้ลงไปช่วยกลุ่มบนฟลอร์หญ้า บิดาใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คนปัจจุบันกลับยอมปลดปล่อยเขาออกมาจากกลุ่มแบบไม่สะทกสะท้านซะอย่างนั้น!

ถามว่าเพราะอะไร โชเซ่ มูรินโญ่ ถึงทำเป็นเหินห่างใส่ดาวเตะผู้นี้?

แน่นอนขอรับว่าทั้งฟอร์มการเล่นแล้วก็สภาพร่างกายของ บาสเตียน ชไวนสไตเกอร์ แล้วก็นาต่อนี้ไปย่อมไม่เหมือนในตอนที่เป็นจอมทัพกับกลุ่มเสือใต้

เนื่องจากว่าถ้ายังดังเดิม ยืนยันได้ว่า บาเยิร์น มิวนิค ไม่มีทางปลดปล่อยออกมาจากกลุ่มหรอก เนื่องจากว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ขี้หวงทรัพย์สมบัติขอรับ ถ้าไม่หมดสภาพหรือหมดผลดีจริงๆขอความกรุณาอย่าหวังว่าจะบุกไปฉุดกระชากนักเตะออกมาจากพวกเขา มองตัวอย่าง โอเว่น ฮากรีฟส์ โน่นอย่างไร ปลดปล่อยออกมาได้ราคาดีซะด้วย แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด เอามาใช้งานได้เพียงฤดูกาลเดียวก็หมดอายุในทันที จะต้องส่งเข้าโรงซ่อมแล้วไม่ยินยอมออกมาอีกเลย

ซะมีของ อนา อิวาโนวิช สุดยอดนักตีเทนนิสที่สวย มากมายพูนด้วยเสน่ห์ น่ารัก แล้วก็แสนดีอาจไม่ใช่สุดยอดดาวเตะคนเดิม แถมผ่านพ้นจุดน้ำกระฉูดแตกของตัวเองไปแล้วก็จริง กระนั้นก็ยังเพียงพอมีเหลี่ยมบอล รวมถึงความเจนจบที่ช่วยทำให้เอาตัวรอดได้สบายๆแม้จะอยู่ในสนามรบแข้งที่ระห่ำโคตรโหดเหี้ยมไม่ปรานีคนใดกันแน่อย่างพรีเมียร์ลีกก็ตาม

อายุอานามก็ยังไม่จัดว่าจำนวนมากอะไร พึ่ง 32 ขวบเพียงเท่านั้น อ่อนพรรษากว่าผู้เล่นในตำแหน่งเดียวกันอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค ที่ได้ลงเล่นเป็นประจำตั้ง 4 ปี

ถ้า ไมเคิ่ล คาร์ริค ยังเล่นได้สบายๆบาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตเกอร์ ก็เล่นได้ขอรับ แถมอาจเล่นเจริญกเกี่ยวกับซ้ำ มันเป็นสมการกล้วยๆที่สามารถแลเห็นได้ด้วยตาเปล่า

โน่นมีความหมายว่ามันต้องมีประเด็นอะไรบางอย่าง หรือไม่ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็คงจะต้องมีอคติกับลูกทีมคนนี้อย่างหนัก เพียงไม่เคยเผยออกมาในที่สาธารณะจนถึงชาวบ้านก็ได้แต่เดากันไปต่างๆนานา ซึ่งท่านผู้ชมทางบ้านอย่างไอ้กระผมก็เกียจคร้านที่จะทายใจขอรับว่ามันทำไมกันแน่

ที่แน่ๆคือพฤติกรรมของ โชเซ่ มูรินโญ่ มันกระจ่างว่าเขาไม่ไว้ใจในตัว บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตเกอร์ ซึ่งตรงกันข้ามกับสายตาของคนจำนวนมาก

สังเกตจากการส่งดาวเตะผู้นี้ลงไปในสนาม – ทั้งหมดจะเป็นเกมที่เจอกับคู่ปรปักษ์ในวรรณะต่ำกว่าจากลีกที่ต่ำกว่า โดยไม่มีเกมสำคัญที่มากด้วยความหมายเลยสักนัดหมายเดียว

แค่นี้ยังไม่เพียงพอ

คือกว่าจะได้ลงเป็นตัวสำรองแต่ละครั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด มักจะนำห่างคู่ปรปักษ์แบบขาดลอยไปแล้วด้วย ซึ่งจะว่าไปมันก็ย้อนแย้งกันพอเหมาะพอควร

เนื่องจากว่าในขณะเดียวกับที่ "เฮียบาส" ถูกเหินห่าง "มูมู่" กลับให้อภิสิทธิ์ผู้เล่นวัย 35 ขวบ อย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทั้งที่ยังไม่ตายตัวจริงโดยอัตโมมัต แถมไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออก

คิดแล้วก็น่าน้อยใจแทนเจ้าตัวเช่นเดียวกันนะครับ ขนาดถูกผู้เป็นนายจ้างมองข้ามความสามารถพลางส่งลงไปฝึกกับกลุ่มชุดเล็กเหมือนแกล้ง แต่พี่เอ็งยังพากเพียรฝึกซ้อมอย่างจงหนัก โดยไม่เคยออกมาพร่ำบ่นหรือแสดงอาการน้อยใจ

ขนาดไม่มีชื่ออยู่ในกลุ่มก็ยังอุตส่าห์เดินทางมาเชียร์สหายร่วมกลุ่มที่สนามทุกนัดหมาย ซึ่งมันผิดวิสัยของผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์อีโก้เก๋สูงทั้งหลายแหล่ที่อวดเก่งแบบเต็มที ลองพบแบบงี้เข้าไป ยืนยันได้เลยว่าแสดงอาการแข็งข้อพลางขอขึ้นบัญชีย้ายกลุ่มแล้วก็กระโจนถีบก้นตัวเองออกไปนานแล้ว

แต่ในที่สุดเมื่อทำทั้งหมดทุกอย่างแล้วมันไม่มีอะไรดีขึ้น เปรียบเทียบเหมือนพบหินก้อนใหญ่มหึมา แม้กระทั่งผลักยังไงก็ไม่มีทางขยับเขยื้อน ถ้าหากฝืนผลักถัดไปก็มีแต่จะเสียพลังงานแล้วก็เสียเวล่ำเวลาไปเปล่าๆ"บาสตี้" ก็เลยเลือกที่จะเดินจากไปแบบเท่ๆเหมือนผู้แสดงนำชายมิวสิควิดีโอสมัยเก่าขอรับ แถมเลือกไปในจังหวะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังเดินหน้าพุ่งชนศึกหนักจากรอบทิศทางซะด้วย

ว่าแล้วขอพูดขวานผ่าซากนะครับ

ฟอร์มการเล่นในสนามแล้วก็ผลงานที่ บาสเตียน ชเหล้าองุ่นสไตเกอร์ ทิ้งเอาไว้ในเครื่องแบบซาตานแดงตลอดระยะเวลาแทบ 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ ถ้าว่ากันจริงๆมันก็ไม่ถึงกับน่าจดจำอะไรจำนวนมาก เพียงแค่เอาตัวรอดได้แบบไม่มีความบกพร่องอย่างน่าขยะแขยง เท่าที่จำได้คือมีส่วนช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะ วัตฟอร์ด ในนาทีในที่สุด แล้วก็การทำประตูแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง เลสเตอร์ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว – อย่างหนึ่ง เนื่องจากว่าอาจได้ลงไปสับตีนบนลานหยุดหญ้าน้อยไปหน่อย อีกทั้งไม่ได้ลงเล่นโดยตลอด มิซ้ำยังมักถูกอาการเจ็บลักพาตัวไปอีกต่างหาก

แต่ "เฮียบาส" กลับเป็นที่ชอบใจของบรรดา "เด็กผี" ทุกกลุ่มเหล่า เรียกว่าอยู่ในระดับขวัญใจวัยรุ่นเลยทีเดียว

โน่นน่าจะเนื่องจากว่าลักษณะท่าทางที่สง่างาม + ภาพพจน์ที่เป็นสุภาพบุรุษ + ทัศนะคติที่เยี่ยมยอด + ความเป็นมืออาชีพ แล้วก็ที่สำคัญคือเป็นผู้เล่นในอุดมคติที่ผู้อุทิศวิญญาณให้ซาตานแดงอยากได้มาร่วมกลุ่มแบบสุดเหวี่ยง เพียงกว่า บาเยิร์น มิวนิค จะยอมปล่อยเนื้อปล่อยตัวมาที่โรงละครที่ความฝัน พี่แกก็ล่วงเลยจุดสูงสุดของตัวเองไปเรียบร้อย

ในเมื่อพิสูจน์ตัวเองให้ผู้เป็นนายจ้างยอมรับในความมานะไม่ได้ แสดงว่าเกมนี้เขาคือผู้แพ้แบบเป็นรูปธรรมนะครับ

เพียงในความเป็นผู้แพ้นั้น เขาสามารถเอาชนะใจของแฟนบอลของซาตานแดงได้อย่างขาดลอย เมื่อถึงวันที่จะต้องแยกทางกันก็เลยมีแต่ความทรงจำที่ดีๆเหมือนกันกับซึ่งมีก็เพียงแต่คนนึกถึงพลางมอบคำแสดงความยินดี…ขอให้โชคดี